เภสัชกรสาวท้อง 3 เดือนถูกยิงดับคาคลินิก ว่าที่เจ้าสาวดับปริศนา… แต่ความจริงคือ ‘ศพ’ ที่ทุกคนเห็น ไม่เคยมีอยู่จริง!? |
ช็อกทั้งประเทศ! เภสัชกรสาวท้อง 3 เดือนถูกยิงดับคาคลินิก ก่อนถึงวันแต่งงานเพียงไม่กี่วัน ต้นเหตุมาจาก “แม่ของแฟนหนุ่ม” ที่จ้างมือปืน 200,000 บาท!

เภสัชกรสาวถูกบุกยิงเสียชีวิตคาคลินิกในจังหวัดสงขลา ขณะตั้งครรภ์ได้เพียง 3 เดือน เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะคดีนี้ยังโยงไปถึงการตายปริศนาของหญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีฐานะเป็นแม่ของแฟนหนุ่มเหยื่อ และต้องใช้เวลาทวงคืนความยุติธรรมยาวนานกว่า 8 ปี
ข้อมูลในคดีนี้ได้รับความกรุณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งรายละเอียดคดีและภาพถ่าย โดยผู้เล่าและทีมงานยังได้พูดคุยกับ “อัยการปราโมทย์ พุทธสุภะ” ตัวจริงด้วย ทั้งนี้ ชื่อบุคคลในคดีเป็นนามสมมุติ ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับความยินยอมแล้ว
ปี 2550: คู่รักที่ใกล้ถึงวันแต่งงาน
ย้อนไปปี 2550 “แอร์” (นามสมมุติ) หญิงวัย 26 ปี ทำงานตำแหน่งผู้ช่วยเภสัชกรที่โรงพยาบาลและคลินิกเวชกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา เธอคบหากับ “เอก” (นามสมมุติ) พนักงานธนาคารวัย 36 ปี มานานกว่า 6 ปี และทั้งสองประกาศวันแต่งงานอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2550 กำหนดจัดวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในสงขลา
ในสายตาคนนอก ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันราวคู่ในฝัน ภาพพรีเวดดิ้งถูกเผยแพร่ ใครเห็นก็ยินดีด้วย ยิ่งใกล้วันแต่ง เอกยิ่งรับส่งแอร์ถึงที่ทำงานทั้งโรงพยาบาลและคลินิก ซึ่งอยู่ห่างกันราว 500 เมตร แล้วนั่งรอจนเธอเลิกงานจึงกลับบ้านพร้อมกัน
13 ธันวาคม 2550: เสียงปืนในคลินิก
วันนั้นดูเหมือนวันธรรมดา เอกไปส่งแอร์ที่คลินิกและนั่งเล่นคอมพิวเตอร์รอเธอเช่นเคย จนเวลาประมาณ 19.09 น. ชายปริศนาอายุราว 40 ปี สวมแจ็กเก็ตสีดำ เดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ แล้วถามแอร์ว่ามีคนไข้ชื่อหนึ่งอยู่ที่นี่หรือไม่ เธอตรวจสอบแล้วตอบว่าไม่มี ชายคนนั้นทำท่าจะเดินออกไป
เรื่องนี้ผิดวิสัย เพราะคลินิกไม่ใช่โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยแอดมิตให้ญาติมาถามหาชื่อ และเอกยังสังเกตเห็นว่าชายคนนั้นพกปืนพกสั้นมาด้วย
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่มีใครทันตั้งตัว ชายปริศนาชักปืนจ่อยิงแอร์หลายนัด กระสุนเข้าบริเวณชายโครง เธอกรีดร้องและพยายามวิ่งหนีเข้าไปหลบในห้องตรวจ ซึ่งมีแพทย์อยู่ก่อนแล้ว เอกตั้งสติและวิ่งตามเข้าไป ขณะที่คนร้ายตามไปเพื่อยิงซ้ำ
“ทัต” (นามสมมุติ) พนักงานอีกคนของคลินิกคว้าแก้วใบหนึ่งขว้างสกัด แต่คนร้ายหันกลับมายิงเขาไป 3 นัด จากนั้นรีบวิ่งหนีขึ้นรถที่มีคนขับรออยู่ แล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
แพทย์และเอกนำแอร์ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน พร้อมกับทัตที่ถูกยิงเช่นกัน แต่สุดท้ายทั้งสองเสียชีวิตลง เอกต้องเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่อหน้า และสูญเสียว่าที่ภรรยาในอีกไม่กี่วันก่อนวันแต่งงาน
คำพูดของเอก และเงาของความขัดแย้งในครอบครัว
หลังเกิดเหตุ เอกระบายความอัดอั้นจนคนรอบข้างได้ยิน และต่อมามีพยานยืนยันว่าเขาพูดเช่นนั้นจริง เขาพูดประมาณว่า “แม่ไม่น่าทำน้องเลย ควรจะทำกับผมดีกว่า น้องไม่ผิด ผมผิด” คำพูดนี้สะท้อนว่าเขาพอจะคาดเดาได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง
ในชั้นสอบสวน เอกให้การว่าการตายของแฟนสาวน่าจะเกี่ยวข้องกับความไม่พอใจของแม่และพี่สาวต่อการแต่งงานครั้งนี้ เขารู้มาตลอดว่า “นางรี” (นามสมมุติ) แม่วัย 73 ปี พี่สาวและน้องสาวไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ เพราะแอร์มีฐานะยากจนกว่า ขณะที่ครอบครัวเอกมีฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียงและอิทธิพลในท้องถิ่น
ตลอด 6 ปีที่คบกัน ทั้งคู่ถูกกดดันและกีดกัน ตามข้อมูลในคดีมีพยานหลายคนให้การสอดคล้องกันว่าแอร์ถูกข่มขู่ โทรมาต่อว่า และตามรังควาน จนเครียดและเสียใจหลายครั้ง ส่วนเอกเองก็เครียดจนหลายครั้งต้องไปค้างบ้านญาติหรือเพื่อน
วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เอกขอให้ลุงช่วยประสานเจรจา แต่นางรียังไม่ยินยอม และฝากข้อความผ่านลุงว่า หากไม่ยกเลิกงานแต่ง อาจมีการจัดงานศพแทน เอกเสียใจมาก ออกจากบ้านไปอยู่กับน้าในอีกอำเภอหนึ่ง แต่ยังยืนยันจะแต่งงาน
ฝั่งแม่ของแอร์เล่าว่าเธอเสียใจอย่างยิ่ง ลูกสาวเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว และรับรู้ว่าอีกฝ่ายกีดกันลูกสาวมาตลอด รวมถึงเรื่องคำขู่ว่าอาจต้องจัดงานศพแทนงานแต่ง ที่สำคัญคือในวันเกิดเหตุ แอร์โทรหาแม่ระหว่างทำงานเพื่อระบายว่า “แม่มันแรงมากแล้วนะ ลูกทนไม่ไหวแล้วนะ” สายยังไม่ทันวาง ชายปริศนาก็เดินเข้ามา แม่ของแอร์ได้ยินทั้งเสียงปืนและเสียงกรีดร้องของลูกสาวผ่านโทรศัพท์
ภาพสเก็ตช์ มือปืน และข้อกล่าวหา
ตำรวจใช้คำให้การของเอกที่จำหน้าคนร้ายได้ละเอียด ทำภาพสเก็ตช์ แล้วนำไปเทียบกับทะเบียนประวัติอาชญากร พบว่าตรงกับ “อิน” (นามสมมุติ) ชายวัย 40 ปี จากจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีประวัติคดีอาญาติดตัวและเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจอยู่แล้ว ส่วน “คง” (นามสมมุติ) ถูกระบุว่าเป็นคนขับรถที่รับตัวอินในวันนั้น
เจ้าหน้าที่สรุปว่านางรีว่าจ้างอินให้ยิงแอร์ ในราคา 200,000 บาท จากนั้นพาเอกไปชี้ตัวอินที่สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดพัทลุง เขายืนยันหนักแน่นว่าอินคือมือปืนในวันนั้น
อินถูกจับตามหมายจับเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 ส่วนนางรีถูกจับเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551 ข้อหาเบื้องต้นของอินและคงคือร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ ส่วนนางรีถูกตั้งข้อหาจ้างวานฆ่า ผู้ต้องหาทุกคนปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาสั่งฟ้องอินและนางรี แต่ไม่ฟ้องคง เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาไม่แย้งคำสั่ง
คำพิพากษา และการประกันตัว
วันที่ 23 ธันวาคม 2553 ศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาว่าอินและนางรีมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษประหารชีวิต ทั้งคู่อุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนประหารชีวิต ทั้งคู่ยังปฏิเสธและยื่นฎีกา
ระหว่างรอคดี นางรียื่นขอประกันตัวตามสิทธิทุกครั้ง รวมถึงชั้นฎีกา ซึ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวงเงิน 5 ล้านบาท แต่ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา 28 มกราคม 2557 นางรีไม่มาศาล ส่วนอินถูกคุมขังที่เรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรี ตามคำพิพากษาในคดีอื่นอยู่แล้ว จึงต้องแยกอ่านคำพิพากษา ศาลออกหมายจับนางรี และสั่งปรับนายประกันซึ่งเป็นลูกสาวคนหนึ่งของเธอ
27 กุมภาพันธ์ 2557: ข่าวการตาย
แล้วเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น ลูกสาวผู้เป็นนายประกันมายื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสงขลา แจ้งว่านางรีเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายที่บ้านพักในตำบลนาขา อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 มีการแจ้งตายที่อำเภอท่าแซะ และกำหนดเผาศพวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองชุมพร พร้อมแนบใบมรณบัตรเป็นหลักฐาน และขอให้คืนเงินประกัน 5 ล้านบาท
ตามกระบวนการปกติ เมื่อจำเลยเสียชีวิตระหว่างรอคำพิพากษา นายประกันย่อมขอคืนเงินประกันได้ แต่พนักงานอัยการต้องแถลงต่อศาลเพื่อขอตรวจสอบการตายก่อน อัยการที่ทำหน้าที่ในขณะนั้นคือ ปราโมทย์ พุทธสุภะ ศาลจังหวัดสงขลาจึงเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และสั่งไต่สวนสาเหตุการตายของนางรี
ข้อพิรุธที่อัยการปราโมทย์จับได้
เมื่อตรวจคำร้องอย่างละเอียด อัยการปราโมทย์พบว่ามีความน่าสงสัย นางรีมีภูมิลำเนาที่อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา แต่ครอบครัวกลับไปจัดพิธีศพที่ชุมพร ทำไมไม่เผาศพให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมายื่นเรื่อง รออีกวันก็ได้ ทำไมต้องรีบ
เขาลงพื้นที่สอบถามชาวบ้านที่นางรีเคยอาศัย ได้ข้อมูลที่ขัดกับใบมรณบัตร คือรับรู้มาว่านางรียังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่คัดจากนายทะเบียนอำเภอท่าแซะสอดคล้องกับใบมรณบัตร จึงต้องสืบต่อ
ต้นเดือนเมษายน 2557 หลังกลับจากว่าความที่ศาลจังหวัดสงขลา เขาพบสำเนาหนังสือรับรองการเผาศพของนางรีวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ระบุว่าจัดพิธีที่วัดแห่งหนึ่ง เผาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 แต่ไม่มีใครในสำนักงานรู้ว่าใครนำมาวาง เขาจึงคิดว่าอาจมีผู้เกี่ยวข้องจงใจส่งเอกสารโดยไม่ต้องการเปิดเผยตัว และตัดสินใจลงพื้นที่ชุมพรด้วยตนเอง หลังขออนุญาตอัยการจังหวัดสงขลา ณรงค์ ศรีรัตสัน
ที่วัด พระรูปหนึ่งให้ข้อมูลไม่ได้ และบอกว่าต้องถามเจ้าอาวาส ซึ่งไปกิจนิมนต์ที่วัดอื่นในเมือง เขาจึงถ่ายภาพบริเวณวัดไว้อย่างละเอียด เพื่อใช้ประกอบการถามค้านพยานฝ่ายนายประกันในชั้นไต่สวน แล้วตามไปพบเจ้าอาวาส ซึ่งบอกว่าตนไม่อยู่ในช่วงนั้น และแนะให้ไปถามรองเจ้าอาวาสกับสัปเหร่อ สัปเหร่อยืนยันว่าไม่มีใครชื่อนางรีมาเผาศพตามกำหนดในเอกสาร
ผู้ที่ลงนามรับรองการเผาศพคือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ ให้ข้อมูลไม่ชัดเจน เขาเล่าว่าปลายเดือนมกราคม 2557 เคยออกหนังสือรับรองการเผาให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง ซึ่งช่วยดูแลการขนย้ายศพให้ญาติผู้ตายที่มาจากสงขลา โดยไม่ได้ตรวจทะเบียนฌาปนกิจ เห็นว่าเอกสารพิมพ์มาเรียบร้อยแล้วจึงลงชื่อและประทับตราวัด ภายหลังตรวจสอบทะเบียนพบว่าไม่มีการเผาศพนั้นจริง และเมื่อเจ้าอาวาสกลับมาถามหาเอกสารฉบับนี้ที่ควรเก็บไว้ในกุฏิ ก็หายไป ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับที่ไปโผล่บนโต๊ะอัยการปราโมทย์
อัยการนิมนต์เจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และสัปเหร่อไปให้การที่ สภ.เมืองชุมพร ทั้งสามเห็นภาพถ่ายของนางรีและลูกสาวจากทะเบียนราษฎร์ แล้วยืนยันว่าไม่เคยเห็นบุคคลทั้งสองมาก่อน และไม่มีการเผาศพนางรีตามเอกสาร พร้อมลงชื่อรับรองเอกสารและภาพถ่ายของอัยการ เขายังตรวจสอบมูลนิธิดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์วัด ก็ไม่พบข้อมูลการเผาศพของนางรี
จากนั้นเขาเดินทางไปจังหวัดตรัง ทำสำเนาพยานหลักฐาน 3 ชุดไปฝากรุ่นพี่อัยการที่เคารพ เผื่อกรณีเลวร้ายที่เขาไม่อาจสืบต่อได้ เพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล
ในห้องไต่สวน: สองฝ่ายสู้กัน
ฝั่งนายประกัน ลูกสาวของนางรีเล่าต่อศาลว่า ตนกับพี่สาว นางรี และเพื่อนอีกคน รวม 4 คน เดินทางกลับจากการร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ แวะพักบ้านเพื่อนที่ชุมพร ราวตี 3 นางรีเป็นลมและเสียชีวิตกะทันหัน ทั้งสองเห็นว่าแม่เสียชีวิตแล้วจึงไม่พาไปโรงพยาบาล วันรุ่งขึ้นฝากศพไว้กับเพื่อน แล้วไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ออกหนังสือรับรองการตาย นำไปแจ้งที่อำเภอ ปลัดอำเภอท่าแซะจึงออกใบมรณบัตร จากนั้นจัดพิธีศพ 4 คืนที่วัดในใบมรณบัตร มีผู้ร่วมงานเพียง 4 คน คือนายประกัน ลูกสาวอีกคน เพื่อนที่ไปชุมนุม และญาติจากสงขลาอีกหนึ่งคน เธอเล่าว่าติดต่อเอกซึ่งเป็นลูกชายไม่ได้ จึงไม่มีใครอื่นยืนยันการตายได้ นอกจากผู้ที่ไปร่วมงาน และยื่นเอกสาร 2 ฉบับต่อศาล คือสำเนาใบมรณบัตรและภาพถ่ายงานศพ
ฝั่งอัยการปราโมทย์ซึ่งเป็นฝ่ายคัดค้าน นำพยาน 6 ปากเข้าสืบ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งการตาย ปลัดอำเภอท่าแซะซึ่งเป็นนายทะเบียนผู้ออกใบมรณบัตร สัปเหร่อ เจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เขามั่นใจว่านางรีไม่น่าเสียชีวิตจริง เพราะมีเพียงเอกสารแจ้งตายที่ไม่สอดคล้องกัน
จุดที่เด่นคือการถามค้าน ลูกสาวตอบว่าออกจากกรุงเทพฯ เมื่อเที่ยงคืน แต่เอกสารระบุว่านางรีเสียชีวิตที่ชุมพรราวตี 3 กว่า หมายความว่าต้องขับจากกรุงเทพฯ ถึงชุมพรในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ทั้งที่ปกติใช้เวลาอย่างน้อย 7 ชั่วโมง นอกจากนี้เธอให้การว่าผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ไปตรวจศพ เพียงรับเรื่องแล้วเซ็นเอกสาร ซึ่งผิดวิสัย และภายหลังอัยการพบว่าผู้ใหญ่บ้านคนนั้นเป็นพนักงานของมูลนิธิที่ไปขอใบรับรองจากวัดด้วย อีกทั้งครอบครัวที่มีฐานะและอิทธิพลเช่นนี้ ทำไมมีคนร่วมงานศพเพียง 4 คน และทำไมไม่จัดที่สงขลาบ้านเกิด
เขายังใช้ภาพถ่ายวัดที่เก็บไว้เป็นไม้ตาย โดยให้ลูกสาวอธิบายลักษณะวัดก่อน เธอตอบขัดกับหลักฐานแทบทั้งหมด ทั้งเรื่องโบสถ์ว่าเพิ่งสร้างหรือไม่ และรูปลักษณ์ จากนั้นเขาจึงเปิดภาพถ่ายจริงที่มีลายเซ็นของผู้อาศัยในวัดกำกับ เธอยังให้การเรื่องรูปลักษณ์ผู้ใหญ่บ้านไม่ตรงความจริง เหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน
แรงกดดัน และพยานที่หายไป
ระหว่างรอสืบพยานหลายวัน อัยการปราโมทย์เจอเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่าง มีบุคคลปริศนามาถามว่ามีข้อมูลอะไรในมือ มีพยานกี่คน ใครบ้าง ถึงขั้นยื่นข้อเสนอให้เปลี่ยนแปลงข้อมูล และมีคนขับรถตามเขาหลายวัน เขาไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ และพยายามเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของพยาน
ราว 2 สัปดาห์ต่อมา เขาติดต่อเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และสัปเหร่อไม่ได้ ภายหลังทราบว่าทั้งสามย้ายไปวัดสาขาบนเขา และก่อนย้ายมีคนไปพูดกับพวกเขาไม่ให้ไปเบิกความ อัยการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนทหารคุ้มครองการเดินทาง ไปพบพยานทั้งสาม ยืนยันและรับรองความปลอดภัย จนทั้งสามเดินทางมาสงขลา เขารับด้วยตนเอง ให้เจ้าอาวาสและผู้ช่วยพักที่วัดที่ไว้ใจ ส่วนสัปเหร่อเปิดห้องโรงแรมให้พัก
ระหว่างนัดทานข้าว เขาสังเกตว่าสัปเหร่อไม่สบายใจ ค่อยๆ สอบถามจนทราบว่าช่วงที่พยานหายไป มีบุคคลปริศนาไปยื่นข้อเสนอเป็นเงินให้เบิกความต่างจากที่เคยให้ไว้ สัปเหร่อยืนยันว่าจะเบิกความตามข้อเท็จจริง และเมื่อถึงวันขึ้นศาลก็ให้การละเอียด หักล้างคำให้การฝั่งลูกสาวนางรีได้แทบทั้งหมด ทนายฝั่งลูกสาวขอถอนตัวทันที อ้างว่าความเห็นเปลี่ยนไปต่างจากลูกความ แต่ศาลไม่อนุญาต เพราะจะทำให้การพิจารณาล่าช้า จึงดำเนินต่อจนจบ
ครอบครัวเหยื่อร้องเรียน และการตามล่านางรี
ฝั่งครอบครัวแอร์ก็เคลือบแคลงเช่นกัน เชื่อว่านางรีไม่ได้ตายจริง และกังวลว่าคดีจะไม่คืบหน้า วันที่ 27 มกราคม 2558 แม่ของแอร์เดินทางไปร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามให้ตรวจสอบเรื่องการตายอย่างละเอียด กองปราบฯ จึงติดต่อขอข้อมูลจากอัยการปราโมทย์ และขอเอกสารเพื่อออกหมายจับและหมายค้นนางรี
ทีมสืบสวนได้ข่าวว่านางรีหลบอยู่ที่ห้องแถวในจังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่กองปราบฯ และอัยการปราโมทย์ร่วมตามจับ แต่ไม่พบตัว มีข้อสังเกตว่าอาจถูกชิงไหวตัวหนีไปก่อน
ศาลจังหวัดสงขลาไม่มีอำนาจโดยตรงสั่งเรื่องการตายนี้ เพราะคดีอยู่ในชั้นฎีกา จึงส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ศาลฎีกามีคำสั่งว่าพยานหลักฐานของอัยการมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ หลักฐานแสดงการตายของลูกสาวนางรีไม่น่าเชื่อถือ จึงรับฟังไม่ได้ว่านางรีถึงแก่ความตาย
วันที่ 15 มิถุนายน 2558 ศาลจังหวัดสงขลาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังนางรี ซึ่งหลบหนีอยู่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่านางรีมีความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากเอกลูกชายคนเดียวของเธอให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีในชั้นสอบสวน ศาลจึงลดโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต
วันที่ 28 ตุลาคม 2558 เจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลจังหวัดสงขลาเข้าตรวจค้นบ้านพักในอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านของน้องเขยนางรี หลังมีรายงานว่าลูกสาวนางรีแวะเวียนเข้าออกบ้านหลังนั้นเป็นประจำ และมีพยานบุคคลระบุว่าเห็นนางรีเข้าออกราว 3-4 เดือน อัยการปราโมทย์ลงพื้นที่สังเกตการณ์ด้วย แต่ไม่พบนางรี พบเพียงของใช้ส่วนตัวที่คาดว่าเป็นของเธอ โดยไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ราว 2 สัปดาห์ต่อมา นางรีติดต่อเข้ามอบตัวกับกองบังคับการปราบปราม ยอมรับว่าหนีไปหลบซ่อนที่กรุงเทพฯ จนรู้ว่าเจ้าหน้าที่ตามกดดันหนัก จึงมอบตัวโดยดี แต่ยังยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการตายของแอร์ และให้สัมภาษณ์สื่อสั้นๆ ว่าถูกใส่ร้าย
ปิดฉาก
วันที่ 7 กรกฎาคม 2558 ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านคำพิพากษา ขณะที่อินอยู่ในเรือนจำบางขวาง ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิตอินตามเดิม ส่วนนางรี ลูกสาวผู้เป็นนายประกัน ทนายความ ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ทำเอกสารรับรองการตาย ถูกศาลจังหวัดสงขลาไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาล และนางรีกับลูกสาวถูกพิพากษาลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล
เจ้าหน้าที่ยังขยายผลตรวจสอบกระบวนการออกใบมรณบัตรและเอกสารแจ้งตาย สรุปว่ามีเครือข่ายช่วยกันออกใบมรณบัตรปลอมให้นางรีหลุดคดี แบ่งเป็นคนในครอบครัวนางรี 3 คน รวมถึงลูกสาว และผู้ร่วมขบวนการที่รับเงินแลกเปลี่ยน ตามรายงานของสื่อ ตำรวจจับกุมยกแก๊ง มีญาติของนางรีร่วมมือกับข้าราชการ แผนจัดฉากสำเร็จได้ในช่วงแรก จนกระทั่งถูกตรวจสอบและล้มเหลวเพราะการลงพื้นที่เก็บหลักฐานด้วยตนเองของอัยการปราโมทย์
คดีของแอร์เคยเป็นข่าวใหญ่ในสื่อไทยช่วงหนึ่ง ทั้งในแง่ความรักที่ถูกกีดกันของคู่ที่กำลังจะแต่งงาน และในแง่การสืบสวนที่เจ้าหน้าที่ไม่ละความพยายามจนปิดคดีได้ ครอบครัวของแอร์เดินทางไปขอบคุณทีมอัยการจังหวัดสงขลาด้วยตนเอง สำหรับความยุติธรรมที่ใช้เวลากว่า 8 ปีจึงทวงคืนมาได้ แม่ของแอร์ขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อทีมอัยการ โดยเฉพาะปราโมทย์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอัยการจังหวัดสงขลา
คดีนี้ชี้ให้เห็นบทบาทของอัยการในกระบวนการยุติธรรม ทั้งการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา การรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งในคดีนี้คือการยึดเงินประกัน 5 ล้านบาท และการคุ้มครองสิทธิ์พยานพร้อมช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
ฝ่ายนางรีและลูกสาวปฏิเสธตลอดมา ขณะที่หลักฐานและคำพิพากษาของศาลวางอยู่อีกด้านหนึ่ง เรื่องราวทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพของคดีที่ปิดฉากลงด้วยคำพิพากษา หลังต้องผ่านการสืบสวน การไต่สวน และแรงกดดันรอบด้านมานานกว่า 8 ปี